2006/May/23

ที่มาของชื่อ 7-ELEVEn



ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นร้านสะดวกซื้อที่คนเมืองคุ้นเคย เพราะเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุด อย่างไรก็ตาม ในยุคแรกๆ ร้านเซเว่นฯ เปิดบริการในช่วงเวลา 07.00 น. - 23.00 น. (7 a.m.-11 p.m.) เท่านั้น จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน 7-ELEVEn

ถ้าเราลองสังเกตเครื่องหมายการค้าดูให้ดี จะเห็นว่าอักษรภาษาอังกฤษในคำว่า ELEVEn นั้น เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ยกเว้นเพียง ตัวเอ็น ที่เป็นตัวพิมพ์เล็ก โดยมีเรื่องเล่าถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า โลโกดังกล่าวถูกออกแบบตามหลักเรื่องตัวเลขของฮวงจุ้ย โดยอักษรเอ็นตัวเล็ก มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกับแม่เหล็ก เพื่อคอยดูดโชคลาภและเงินทอง

เซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นบริษัทที่ให้บริการร้านสะดวกซื้อ ที่มีสาขามากที่สุดใน 20 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง มาเลเซีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ เปอร์โตริโก แอฟริกาใต้ โดย 7-ELEVEn เคยไปเปิดตัวที่อังกฤษและไอร์แลนด์ในช่วงทศวรรษที่ 1990 แต่ว่าไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

แรกเริ่ม บริษัทเซเว่น-อีเลฟเว่น ถือกำเนิดภายใต้ชื่อ บริษัทเซาท์แลนด์คอร์ปอเรชัน ซึ่งก่อตั้งที่เมืองโอกคลิฟฟ์ ในดัลลัสเคาน์ตี มลรัฐเทกซัส สหรัฐฯ เมื่อปี 1927 ซึ่งในยุคเริ่มกิจการนั้น บริษัทนี้ดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายน้ำแข็ง ต่อมาจึงเริ่มจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น นม ขนมปัง สบู่ ในร้านด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า กระนั้น ในช่วงแรกนั้นทางบริษัทเคยใช้ชื่อร้านว่า โทเทมสโตร์ และ สปีดี-มาร์ต ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เซเว่น-อีเลฟเว่น ในปี 1946

ปัจจุบัน เกือบร้อยละ 40 ของร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ทั่วโลก อยู่ในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเมื่อปี 1991 บริษัทอิโตะ-โยกาโดะของญี่ปุ่นได้เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทเซาท์แลนด์คอร์ปอเรชัน จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท และในปีเดียวกันนั้น ทางเซาท์แลนด์คอร์ปอเรชันได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเซเว่น-อีเลฟเว่น

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน 2005 ทางบริษัทเซเว่น-อีเลฟเว่นเจแปน ได้เข้าไปซื้อหุ้นส่วนที่เหลือในบริษัท เซเว่น-อีเลฟเว่น ทำให้บริษัทเจ้าของตำนานร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น แห่งมลรัฐเทกซัส กลายมาเป็นบริษัทของญี่ปุ่นไปโดยปริยาย กระนั้น บริษัทเซเว่น-อีเลฟเว่นเจแปนนั้น ก็เป็นบริษัทย่อยของบริษัทเซเวนแอนด์ไอโฮลดิง ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายร้านอาหารเดนนีส์ของสหรัฐฯในญี่ปุ่นอีกด้วย

ฝากข้อมูลไว้อีกนิดสำหรับคนที่ชื่นชอบตัวเลขสถิติ ประเทศที่มีสาขาของร้านสะดวกซื้อแห่งนี้มากที่สุดก็คือ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีมากกว่า 10,000 สาขา (จากทั้งหมดกว่า 28,000 สาขาทั่วโลก) อันดับ 2 ก็คือสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่ประมาณ 6,000 สาขา และอันดับ 3 ได้แก่ ไต้หวัน ที่มีจำนวนสาขากว่า 3,680 สาขา ส่วนร้าน เซเว่น-อีเลฟเว่น ในประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีสาขาอยู่ราว 3,500 สาขา โดยสาขาแรกของประเทศไทยนั้นอยู่ที่หัวมุมถนนพัฒนพงษ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548

จุดเริ่มต้นของ เซเวน อีเลเวน


ย้อนกลับ ไปใน ปีพุทธศักราช 2470 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐ เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์(เซาท์แลนด์ คอร์ปเรชั่น) เริ่มต้นกิจการจากการ ผลิตและจัดจำหน่าย น้ำแข็ง ในปีเดียวกันนั้นเอง บริษัทได้มี นโยบายขยายกิจการ โดยนำสินค้าอุปโภค บริโภค เช่น นม ขนมปัง สบู่มา จำหน่ายโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่ออำนวยความสะดวก สบาย ให้แก่ผู้บริโภคอย่างเต็มที่พร้อมกับ เปลี่ยนชื่อ เป็น Tote''m Store ประกอบกับความต้องการขยาย กิจการการค้าปลีกนี้เอง ในปีพุทธศักราช 2489 จึง ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งหนึ่งเป็น เซเว่น อีเลฟเว่น ชื่อนี้มา จากเวลา ซึ่งให้บริการตั้งแต่ 07.00 - 23.00 น. 7 วันตลอดสัปดาห์

นับจากนั้นเป็นต้นมาเซเว่น อีเลฟเว่น ได้เป็นที่นิยมแพร่หลาย ขยายสาขาออกไปทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจค้าปลีกได้พัฒนารูปแบบไปสู่ความทันสมัย ในปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นคอนวีเนียนสโตร์ ที่มีเครือข่ายมากที่สุดเกือบ 26,898 สาขาทั่วโลก

เมื่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้นำผู้คนให้ก้าวเข้าสู่รูปรอยของสังคมเมือง เป็นผลให้ชีวิตต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา ต้องการความสะดวกสบาย มากขึ้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เล็งเห็นว่า การดำเนินธุรกิจของ เซเว่น อีเลฟเว่น จะพัฒนารูปแบบร้านค้าปลีกให้ สอดคล้องกับ วิถีชีวิตและสภาพสังคม ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี อันจะส่งผล ไปถึง ผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายและผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วยระบบที่ดีกว่า

ฉะนั้น บันทึกหน้าแรกก็ได้เริ่มต้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 เมื่อ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้เซ็นสัญญาซื้อสิทธิประกอบกิจการค้าปลีก (License) ภายใต้ชื่อ 7- Eleven จากบริษัท เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น และได้เปิดร้านสาขาแรก เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2532 ณ มุมถนนพัฒน์พงษ์ จวบจนปัจจุบันนี้ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้เติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งจำนวนร้านค้า และหน่วยงานสนับสนุน โดยทีมบริหารที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี จึงส่งผลให้ธุรกิจของ เซเว่น อีเลฟเว่น ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าภาคภูมิใจและมีเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ที่ เซเว่น อีเลฟเว่น เราต้อนรับคุณด้วยความอบอุ่นและมิตรไมตรี ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงก้าวแรกคุณจะได้สัมผัสความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยคำทักทาย สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ อย่างเป็นกันเอง คุณสามารถเลือกซื้อ สินค้าที่มีมากมายกว่า 2,000 รายการ ซึ่งได้รับการเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน เป็นสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน ใหม่ สด สะอาด รวมถึง อาหารและเครื่องดื่ม ก็มีหลากหลายไว้คอยต้อนรับ พร้อมกับการจัดรายการพิเศษ เพื่อส่งเสริมการขายซึ่งมีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีมอบแด่ผู้มีอุปการคุณทุกท่าน

นอกจากนั้นเพื่อให้เข้ากับยุค โลกาภิวัฒน์ ที่ต้องการความทันสมัย สะดวกสบาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือความบันเทิง เซเว่น อีเลฟเว่น ไม่ลืมที่จะสรรหาสินค้าและบริการ IT, Entertainment มาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ตามความพึงพอใจ รวมถึงรูปแบบการบริการของ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของร้านค้าปลีกในอนาคตที่สามารถบริการได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่น บริการขายตั๋วภาพยนตร์ ตั๋วรถไฟ ตั๋วเครื่องบิน และรับชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น เซเว่น อีเลฟเว่น คือร้านค้าสะดวกซื้อที่สร้างความประทับใจด้วยบริการมานานถึง 12 ปี ขณะนี้เราขยายเครือข่ายไปทั่วภูมิภาคของประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกัน

นั่นคือการคัดเลือกสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค การจัดสินค้าเป็นหมวดหมู่ จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ติดป้ายราคาชัดเจน สะดวกในการเลือกหา รวมถึงการจัดร้านให้ดูสะอาด สว่าง พร้อมการบริการที่เป็นกันเองตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ เซเว่น อีเลฟเว่น ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยยกเลิกการใช้โฟมบรรจุสินค้ามาใช้กระดาษแทน หรือ การพิมพ์ข้อความบนถุงพลาสติกให้ลูกค้านำกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดปริมาณขยะ รวมถึงการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าภายในร้านเป็นหลอดผอมทั้งหมดทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในประเทศอีกด้วย



ปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น ได้ขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่องไปทุกภูมิภาคในประเทศด้วยทิศทางการ บริการที่มีมาตรฐานเดียวกัน การขยายสาขามี 3 ลักษณะคือ บริษัทลงทุนเอง ปัจจุบัน มี 1490 สาขา การร่วมทุน (Franchise) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับผู้สนใจ ปัจจุบันมี 379 สาขา การได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต (Sub-Area License)โดย ผู้ได้รับช่วงสิทธิจะขยายสาขาในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด ปัจจุบัน มี 92 สาขา รวม 1869 สาขา ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2545 เครือข่ายทั่วโลก






ประเทศที่มีสาขาของ เซเว่น อีเลฟเว่น อยู่มากที่สุดคือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมากกว่า 8,900 สาขา และยังขยายต่อไปอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการขยายประมาณ 400 สาขาต่อปี ประเทศที่มีสาขาของ เซเว่น อีเลฟเว่น เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่นก็คือประเทศ สหรัฐอเมริกา (ประเทศเจ้าตำรับ เซเว่น อีเลฟเว่น ) มีจำนวนมากกว่า 5,300 สาขา ประเทศที่มีสาขาของ เซเว่น อีเลฟเว่น เป็นอันดับ 3 คือ ประเทศไต้หวัน ที่มีจำนวนสาขากว่า 2,900 สาขา

ประเทศ จำนวนสาขา
1. ญี่ปุ่น 8,924
2. สหรัฐอเมริกา 5,330
3. ไต้หวัน 2,908
4. ไทย 1,869
5. คานาดา 499
6. ฮ่องกง 444
7. เม็กซิโก 328
8. ออสเตรเลีย 267
9. เกาหลีใต้ 1,001
10. มาเลเซีย 189
11. ฟิลิปปินส์ 161
12. สเปน 15
13. สิงคโปร์ 156
14. อเมริกาเหนือ 441
15. นอร์เวย์ 63
16. สวีเดน 60
17. จีน 72
18. เดนมาร์ค 37
19. เปอร์โตริโก้ 13
20. กวม 8
21. ตุรกี 10

รวมจำนวนสาขาทั้งสิ้น 22,795





ที่มา : เซเวน อีเลเวน ไทยแลนด์
"เซเว่นอีเลฟเว่น" เป็นธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ของสหรัฐอเมริกา

บริษัท โยคุเซเว่น ซื้อแฟรนไชส์ "เซเว่นอีเลฟเว่น" มาจากบริษัทเซาท์แลนด์

บริษัทนี้มีบริษัทอิโทโยคะโดผู้ประกอบการธุรกิจซุปเปอร์สโตร์อันดับที่ 17 ของญี่ปุ่นถือหุ้นอยู่ 50%

อีก 50% เป็นกลุ่มผู้บุกเบิกซึ่งเป็นพนักงานของ "อิโทโยคะ"

ในหนังสือ "CREATING MODERN CAPITALISM" ที่ใช้เป็นตำราเรียนของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มีกรณีศึกษาทางธุรกิจของญี่ปุ่น 2 เรื่อง

เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของโตโยต้า

อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องความสำเร็จของ "เซเว่นอีเลฟเว่น" ในญี่ปุ่น

น่าสงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมธุรกิจที่ซื้อแฟรนไชส์มาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นกรณีศึกษาของ "ฮาวาร์ด"

แค่ทำตามคัมภีร์ที่บริษัทแม่ส่งมา ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหนเลย

ทีมผู้บุกเบิกของ "โยคุเซเว่น" ตอนแรกก็คงคิดแบบผม คิดว่าคงจะลงแรงไม่มาก

แต่ชีวิตจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเปิดคัมภีร์ที่บริษัทแม่ให้มากลับใช้การอะไรไม่ได้เลย

มันไม่เหมาะกับญี่ปุ่น

การซื้อแฟรนไชส์มาจึงเป็นเพียงแค่การซื้อป้ายร้าน 7-11 พร้อมกับระบบคอนวีเนียนสโตร์ที่เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่มเท่านั้น

นอกจากนั้นทีมงานต้องเริ่มใหม่หมด

พื้นที่ของร้านแรกที่เปิดคือ 73 ตารางเมตร น้อยกว่าพื้นที่ร้านที่บริษัทแม่กำหนดไว้ถึงครึ่งหนึ่ง

ขนาดตู้แช่ตามคัมภีร์ก็ใหญ่กว่าพื้นที่ที่มีอยู่

เมื่อเกิด "ปัญหา" ทีมงานก็ต้องออกแบบตู้แช่ใหม่

เมื่อตู้แช่เล็ก บรรจุเครื่องดื่มได้น้อย แต่ถ้าปรับใหม่เพิ่มความสะดวกในการเติมเครื่องดื่มเข้าไป เรื่องขนาดของตู้แช่ก็ไม่ใช่ปัญหา

นั่นคือที่มาของความคิดสร้างสรรค์ "ตู้แช่" ที่เปิดได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

คนซื้อเปิดหยิบเครื่องดื่มด้านหน้า

พนักงานเติมเครื่องดื่มที่ด้านหลัง

นอกจากสะดวกแล้ว การเติมเครื่องดื่มด้านหลังตู้แช่ ทำให้เครื่องดื่มที่เย็นจะไหลลงมาใกล้มือคนซื้อ

แก้ปัญหาทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ผู้ซื้อก็จะได้เครื่องดื่มที่แช่เย็นแล้ว ส่วนคนขายก็สะดวกในการเติมเครื่องดื่ม

เพราะถ้าเปิดประตูด้านหน้าได้ด้านเดียว การเติมเครื่องดื่มนอกจากเกะกะคนซื้อแล้ว ตามหลักความสบายของคนทำงาน คงยากที่พนักงานจะเติมเครื่องดื่มขวดใหม่ไว้ด้านหลังเครื่องดื่มเก่าที่เย็นแล้ว

เขาจะเลือกความสะดวกด้วยการเติมขวดใหม่ไว้ด้านหน้า ดันขวดเก่าไปไว้ด้านหลัง

การออกแบบตู้แช่ที่เปิดได้ทั้ง 2 ด้าน จึงแก้ปัญหาทั้งหมดได้



อีกเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมาก

หลังจาก "เซเว่นอีเลฟเว่น" ที่ญี่ปุ่นเปิดไปได้แล้วพักหนึ่ง ทีมงานก็เริ่มพบปัญหาว่าจำนวนสินค้า 3,000 ชนิดมากเกินไปสำหรับขนาดของคอนวีเนียนสโตร์

สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์

ทีมงานตัดสินใจตรวจสภาพคล่องของสินค้าด้วยมือ ทุกวันเขาต้องใช้เวลา 15 ชั่วโมงตรวจใบสั่งสินค้าและยอดขายสินค้าแต่ละชนิดของร้าน

ทำบัญชีอย่างละเอียดยิบ

และในที่สุดเขาก็ค้นพบ "ความลับ" จาก "ตัวเลข"

การทำธุรกิจเรื่อง "ตัวเลข" เป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการตีความจาก "ตัวเลข"

ปัญหาของนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยก็คือดูแต่ "ตัวเลข" แต่ไม่สามารถแปร "ตัวเลข" ให้เป็น "ข้อมูล" ได้

"คามาตะ" ที่อาสาตรวจสภาพคล่องของสินค้าได้พบข้อมูลที่คาดไม่ถึงจากระบบบัญชี

เขาพบว่านิตยสารรายสัปดาห์เมื่อวางจำหน่ายได้ 4 วันก็จะขายไม่ออก

เขาพบว่าผงซักฟอกขนาดใหญ่ขายไม่ออก แต่ขนาดเล็กขายดี

เขาพบว่าบะหมี่สำเร็จรูปแบบถ้วยขายดีกว่าแบบซอง ฯลฯ

และนั่นคือที่มาของข้อสรุปใหม่

"เราจะวางสินค้าแบบเดียวกับซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ ลูกค้าของคอนวีเนียนสโตร์ต้องการสินค้าที่แตกต่างกันออกไป"

จากตัวเลขยอดขายสินค้าแต่ละประเภท นำมาสู่การตีความเรื่องพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า

และในที่สุดก็กลายมาเป็นแนวทางการบริหารชั้นวางสินค้า

"เซเว่นอีเลฟเว่น" ไม่ต้องมีสินค้าครบทุกยี่ห้อหรือทุกขนาดก็ได้ แต่สินค้าที่วางในร้านต้องเป็นสินค้าที่หมุนเวียนเร็ว

ใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หรือเรื่องการขยายสาขาก็น่าสนใจ การติดต่อเปิดสาขาในทำเลที่ต้องการ เขาต้องเผชิญกับค่านิยมบางอย่างของคนญี่ปุ่น

สนใจรูปแบบธุรกิจ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนชื่อร้านเพราะเป็นชื่อเก่าแก่ตั้งแต่บรรพบุรุษ

กรณีนี้เหมือนกับเมืองไทย ตอนที่ "เซเว่นอีเลฟเว่น" ติดต่อขอซื้ออาคารพาณิชย์เพื่อปรับปรุงเป็น "เซเว่นอีเลฟเว่น"

เขาต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องเจ้าของไม่ยอมขาย

และยังถือว่าการติดต่อซื้อคือการดูถูก

คิดว่าข้าไม่มีเงินหรืออย่างไร

ต่อมาเมื่อ "ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์" เข้ามาดูแลก็ได้ปรับระบบใหม่เปลี่ยนจาก "ซื้อ" มาเป็น "เช่า"

นอกจากไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่แล้ว ยังทำให้การเจรจากับเจ้าของง่ายขึ้น เพราะเจ้าของตึกไม่รู้สึกเสียหน้า

ทรัพย์สินยังเป็นของตัวเอง แต่ปล่อยให้คนอื่นเช่าระยะยาว

เรื่องบางเรื่องมันเป็นปัญหาแบบ "เส้นผมบังภูเขา"

เช่นเรื่อง ตู้แช่ หรือเรื่องเช่า-ซื้อ ฯลฯ

นิดเดียวจริงๆ

ในโลกธุรกิจไม่มีสูตรสำเร็จทางธุรกิจหรอกครับ

ไม่มี "ยาวิเศษ" หรือ "ยาครอบจักรวาล" ชนิดใดที่กินเม็ดเดียวแก้ได้ทุกโรค

กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของนักธุรกิจหรือคนดังทั้งหลายมันเปรียบเสมือน "ตัวเลข"

เราต้องแปร "ตัวเลข" เป็น "ข้อมูล"

ต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเราและสิ่งแวดล้อม

คนแบบไหน ควรใช้วิธีการแบบไหน

สิ่งแวดล้อมใด ควรปรับเปลี่ยนอย่างไร

การประยุกต์ใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมจึงเป็นเคล็ดลับแท้จริงของความสำเร็จ

2006/Apr/04

การมีชีวิตอยู่อย่างยืนนาน และสุขภาพยังแข็งแรงนั้น นับเป็นสุดยอดปรารถนา ของคนทุกผู้ทุกนาม แต่อะไรเล่าที่ทำให้คนเราไปถึงจุดนั้นได้ แซลลี่ แบร์ นักโภชนาการ ฉุกคิดตั้งคำถาม ขึ้นมาแล้วมองหาคำตอบจากเมือง หรือชุมชน 5 แห่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็นชุมชน ที่มีคนอายุยืนอาศัยกันอยู่ มากที่สุดในโลก ได้แก่ โอกินาวา ในญี่ปุ่น เกาะไซมีที่กรีซ แคมโปดีเมล ในอิตาลี หุบเขาฮันซา ใน ปากีสถาน และเมืองปามาในจีน


จากการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์ดู นักโภชนาการ จากอังกฤษที่บัดนี้ใช้ชีวิตอยู่ในปากีสถานพบว่า มีเคล็ดลับข้อเหมือนกันในการใช้ชีวิตของคนอายุยืนนั้น สรุปได้ 50 ข้อ แล้วนำ มารวมเป็นหนังสือชื่อ "50 เคล็ดลับคนอายุยืนของโลก" (50 Secrets of the World's Longest Living People, by Sally Beare) มาดูสัก 2-3 ข้อ พอเป็นตัวอย่างเผื่อจะลอง ปฏิบัติตามเป็นหนทางไปสู่การมีอายุยืนกับเขากันบ้าง
ข้อเหมือนในการใช้ชีวิตของคนในชุมชนอายุยืนนั้นประการแรก พวกเขามักจะกินผักและผลไม้เป็นจำนวนมาก มักกินอาหารในกลุ่มธัญพืชหรือแป้งไม่ขัดขาวมากกว่าขนมปัง แครกเกอร์ ส่วนอาหารไขมันก็จะเลือกที่เป็นไขมันสุขภาพอย่างถั่ว หรือน้ำมันมะกอก เป็นต้น ไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์ และแบบแผนการกินอยู่ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มแค่พอสัณฐานประมาณ ไม่กินมากเกินไป ทั้งยังไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ด้วย


เรื่องกิจกรรมในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ต้องไปออกกำลังตามโรงยิม แต่จะมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่ค่อยนั่งเฉยๆ ให้รถติดตามสี่แยกหรือทำงานแบบนั่งโต๊ะ แต่จะทำงานอาชีพประเภทประมงและเกษตรกรรม พอถึงเวลาพักผ่อนพวกเขาก็จัดอยู่ในพวกแอ็กทีฟมาก เพราะจะทั้งร้องเล่น เต้นระบำ ออกล่าสัตว์ และออกกำลัง แบบศิลปะป้องกันตัวอีกด้วย


ข้อสุดท้ายนี้ก็สำคัญ กล่าวคือนอกจากท้องอิ่มแล้ว ยังต้องหล่อเลี้ยงจิตใจให้สบายด้วย แม้ว่าความคิดความเชื่อทางศาสนา จะแตกต่างกันไป แต่ตามชุมชนทั้ง 5 แห่ง ที่กล่าวมานั้นสมาชิกส่วนใหญ่ต่างก็ปฏิบัติสมาธิ สวดมนต์ภาวนาตามแบบของตน มีแรงสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชนอย่างเข้มแข็ง และที่สำคัญตามชุมชนที่ว่ามานี้ ไม่มีคำว่า "เกษียณอายุ" ปรากฏอยู่ในพจนานุกรม

edit @ 2006/05/23 22:39:19
edit @ 2006/05/23 22:51:40
edit @ 2006/05/23 22:52:16

2006/Apr/04

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ช็อกโกแลต ที่คู่รักทั่วโลกมักจะมอบให้แก่คนรักของตัวเองในวันวาเลนไทน์นั้น มีที่มาจากไหน แล้วทำไมจึงกลายมาเป็นสื่อที่แสดงถึงความรักได้

ก็ด้วยเหตุความจริงนั้น ช็อกโกแลตถือกำเนิดมาจากอเมริกาเป็นที่แรก แต่ในช่วงสมัยก่อนๆ ผู้ที่จะได้ลิ้มรสช็อกโกแลต จะต้องเป็นผู้สูงศักดิ์ หรือเป็นเศรษฐีเท่านั้น

เพราะราคาค่อนข้างแพง และนับว่าเป็นของที่หาได้ยากในสมัยก่อน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอารยธรรมใหม่ มีการปฏิวัติที่ฝรั่งเศส จึงทำให้ระบบศักดินาล่มสลาย หลังจากนั้นช็อกโกแลตจึงกลายมาเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป

บวกกับด้านวิทยาศาสตร์มีก้าวหน้า ด้วยการค้นพบว่า ช็อกโกแลตสามารถรักษาอาการเกี่ยวกับช่องท้องได้ ยิ่งทำให้ช็อกโกแลตเป็นที่นิยมและแพร่หลายกันมากขึ้น

แต่ช่วงแรกๆ ช็อกโกแลตเป็นเพียงแท่งโกโก้ธรรมดา ไม่มีส่วนประกอบอะไรมากมาย พอเข้ายุคปัจจุบัน จึงพบว่า ช็อกโกแลตมีการพัฒนาขึ้น

ด้วยการที่ต้องการให้มีรสชาติหลากหลาย และมีส่วนประกอบมากขึ้น จึงนำส่วนผสมอื่นๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่าง นมผง ครีม คาราเมล หรืออัลมอนด์

เลยทำให้ช็อกโกแลตแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับประเทศที่นับว่าผลิตช็อกโกแลตได้อร่อย และดีที่สุดในโลกนั้น

ก็คือประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศเดียวที่เป็นช่างฝีมือประจำชาติในการผลิตช็อกโกแลตได้อย่างดี

ส่วนที่ว่าช็อกโกแลตกลายมาเป็นของขวัญสำหรับคนรักที่มักจะมอบให้คู่รักตัวเองในช่วงวาเลนไทน์นั้น จากตำนานของช็อกโกแลตแล้ว ยังไม่เห็นว่าจะมีส่วนใดที่สามารถมาเกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์ได้

รู้แต่เพียงว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันสิ้นชีวิตของ St. Valentine ผู้ที่ศรัทธาในความรักมากกว่าสงคราม แต่ก่อนที่ท่านจะสิ้นลม ท่านได้มอบเพียงการ์ดใบเดียวพร้อมคำว่า Love From Your Valentine เท่านั้นเอง

ไม่มีช็อกโกแลตแนบไปด้วยแต่อย่างใด แต่ที่อาจเป็นไปได้ว่า เนื่องจาก ในยุคโรมันที่นักบุญวาเลนไทน์ได้เสียชีวิตนั้น ช็อกโกแลตเป็นของหายาก

จึงนับว่าช็อกโกแลต มีค่าที่คนรักจะมอบแทนใจให้กันและกัน พร้อมส่งการ์ดและดอกไม้ เพื่อสื่อถึงความรัก รวมทั้งช็อกโกแลตยังเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ดังนั้น ก็เลยทำให้ช็อกโกแลต กลายมาเป็นของขวัญสื่อทางใจระหว่างคู่รักซึ่งกันและกันในช่วงวันวาเลนไทน์


edit @ 2006/05/23 22:39:42